9 พ.ย. 2557

เราจะจัดบ้านอย่างไร ไม่ให้ “งู” เข้ามารบกวน

ในช่วงนี้จะพบว่ามีข่าว "" บุกบ้าน แล้วไปโผล่อยู่ตรงนั้นตรงนี้ บางตัวก็กัดทำร้ายผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ฟังแบบนี้แล้วรู้สึกกังวลว่าในบ้านที่เราอยู่อาศัยทุกวันจะมี "งู" เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนด้วยหรือเปล่า ยิ่งช่วงนี้ฝนยังตกต่อเนื่อง สวนรอบบ้านเฉอะแฉะ มีหญ้าและต้นไม้ขึ้นรกครึ้มไปหมด ลองมาดูคำแนะนำเรื่องการจัดดูแลบ้านและพื้นที่โดยรอบไม่ให้งูเข้ามาอยู่ สมาชิกบ้านสนุก จะได้อยู่กันอย่างมีความสุขถ้วนหน้า


1.กำจัดแหล่งอาหารของงู ปกติงูมักจะเข้าไปภายในบ้านที่มีแหล่งอาหารของพวกมันอย่างหนู ดังนั้นเราควรดูแลบ้านไม่ให้มีสัตว์เหล่านี้ โดยควรดูแลบ้านให้สะอาดสะอ้าน ไม่รกรุงรังจนกลายเป็นที่อยู่ของหนู จัดเก็บทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางหรือหากคุณเป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์จำพวกนก ไก่ ก็ควรทำกรงที่อยู่ของพวกมันให้มิดชิด อุดรอยรั่วหรือช่องต่างๆ ที่งูจะสามารถเข้าไปได้

2.เจ้าตูบเพื่อนยาก คู่อริอีกตัวหนึ่งของ "งู" คือเจ้าตูบเพื่อนรักของเรา หากที่บ้านใครเลี้ยงหมา มันสามารถช่วยสอดส่องดูแล และป้องกันงูเข้าบ้านได้ในระดับหนึ่ง นอกจากสุนัขแล้วยังมี แมว ห่านและพังพอน ซึ่งเป็นศัตรูกับงู ดังนั้นหากอยากใช้วิธีเลี้ยงสัตว์ไว้ป้องกันงู เราขอแนะนำสัตว์เหล่านี้

3.จัดการพื้นที่บ้านไม่ให้งูอยากอยู่ อย่าทิ้งพื้นที่ให้รกซึ่งจะเป็นแหล่งให้งูสามารถหลบซ่อนได้ นอกจากนี้ยังต้องสำรวจว่าตามบ้านมีรู หรือช่องตรงไหน จากนั้นก็อุดรู ใส่ตะแกรงท่อระบายน้ำ หรือทุกเส้นทางที่จะเข้าไปในตัวบ้าน ( โดยเฉพาะโพรงใต้บ้าน กลบหลุมหรือโพรงที่มีตามสนามหรือขอบรั้ว กำแพง ตัดกิ่งไม้ที่พาดหรือใกล้ชายคาตัวบ้านหรือรั้ว กำแพงบ้านออกด้วย

4.ป้องกันงูเข้าบ้านด้วยสิ่งเหล่านี้ น้ำมันรถยนต์ ใช้ผ้าชุบน้ำมันรถ มาวางไว้รอบๆ บ้าน กลิ่นของน้ำมันรถยนต์จะทำให้งูไม่เข้ามารบกวน ใช้ผงกำมะถันผสมน้ำแล้วราดบริเวณรอบๆ บ้าน แต่วิธีนี้ต้องทำบ่อยๆ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพราะกำมะถันจะเจือจาง และแผ่นกันงู เอาไว้ป้องกันในแนวดิ่ง เช่นเสา กำแพง วัสดุมีความลื่นสูง งูจะไม่สามารถเลื้อยขึ้นไปได้




นอกจากจะจัดบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้งูมารบกวนแล้ว แต่ถ้าบังเอิญว่ามีงูเข้ามาและมีการเผชิญหน้ากันโดยตรง แล้วเราจะทำอย่างไร

1.สังเกตว่างูนั้นมีพิษหรือเปล่า วิธีสังเกตง่ายๆ คือหากหัวของงูมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมนั่นคืองูมีพิษ แต่ถ้าหัวกลมมนเป็นงูไม่มีพิษ ซึ่งบ้านเรามีอยู่ 2 พวกคืองูเหลือม งูหลาม กับ งูเห่า ซึ่งแยกจากกันค่อนข้างชัดเจน โดยงูเหลือมงูหลามเป็นงูไม่มีพิษแต่มีอันตรายโดยการรัดเหยื่อ ส่วนงูเห่ามีแม่เบี้ยแผ่ให้เห็นชัดเจน ทำร้ายโดยการกัดและปล่อยพิษ ฉะนั้นการหลบหลีก หรือจับก็จะแตกต่างกัน และต้องได้รับการฝึกฝนเป็นการเฉพาะ

2.เจองูแล้วไม่ควรไล่ เพราะถึงไล่ไปมันก็จะกลับมาอีก รวมทั้งถ้าเจอมันแล้วให้อยู่นิ่งๆ แล้วค่อยๆ ถอยตัวหนีออกมาอย่างช้าๆ และควรอยู่ในระยะที่ปลอดภัย

กันสมาชิกในบ้านให้อยู่ห่างมันไว้ สังเกตการเคลื่อนที่ของมันว่ามันไปทิศทางใด จากนั้นกันสมาชิกในบ้านให้อยู่ห่างจากมัน และเราไม่ควรเสี่ยงเข้าไปจับงูด้วยตนเอง เพราะไม่มีความชำนาญ แต่เราควรโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือ องค์การสวนสัตว์ โทร. 02 282 7111 ต่อ 3 หรือ 191
ก็ฝากทุกคนดูแลรอบบริเวณบ้านให้ดี อย่าให้รกรุงรัง เป็นที่อยู่ของหนู แมลง รวมไปถึงงูด้วย

Cr.
http://www.matichon.co.th/



6 พ.ย. 2557

พลังของคำ(พูด)สามารถเปลี่ยนโลก(ของบางคน)ได้ จริงหรือ

วันนี้ดูคลิปของAndrea Gardner เรื่อง The Power of Words ดูตอนแรกๆก็ OK เข้าใจนะ
คนตาบอดขอทาน ก็เหมือนบ้านเรา 




ข้างๆคนตาบอดมีป้ายเขียนไว้ด้วยว่า  "โปรดช่วยคนตาบอดด้วยครับ" 




มีคนเดินผ่านไปผ่านมามากมาย นานๆทีก็มีคนโยนเหรียญให้ซักเหรียญ



แล้วหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมา แล้วก็มาเขียนข้อความลงด้านหลังของป้าย
แล้ววางไว้ที่เดิมและเดินจากไป




ผลที่เกิดขึ้น มีคนหลายคนมาโยนเศษเงินให้กับชายตาบอดคนนี้





แล้วข้อความที่เธอเขียนคืออะไร แล้วทำไมทำให้คนมากมายมาบริจาคเงินให้
ชายตาบอดคนนี้ขอความที่เธอเขียนก็คือ "วันนี้อากาศดีจัง  ช่างเป็นวันที่สวยงาม
แต่ผมมองไม่เห็นมัน"






ใช่เลย...พอเราเห็นข้อความนี้ เรารู้สึกโลกสวยขึ้นมาทันที  รู้สึกสงสาร อยากช่วยเหลือ
ขึ้นมาทันที ไม่ทราบคุณรู้สึกเหมือนฉัน หรือเปล่า  ช่างน่าประหลาดใจจริงๆกับพลังของ
คำพูดหรือข้อความ ยอมรับว่า คำพูดสามารถเปลี่ยนโลก(ของบางคน)ได้จริงๆ  



คุณเคยรู้สึกมั้ย ว่าคนบางคนพูดเล่าเรื่องของตัวเองที่ลำบาก เรื่องที่น่าสงสารที่เกิด
ในชีวิต
ของเขาให้เราฟัง  เราฟังแล้วฟังแล้วไม่รู้สึกสงสารหรือเห็นใจเลย บางครั้งยังนึก
สมน้ำหน้าด้วย 
อะไรทำนองนั้นไปเลย  ผิดกับบางคนพูดแล้วเราสงสารอยากช่วยเหลือมาก
ทำไมทำไม  
บางครั้งถ้าเรานึกย้อนดูดีๆ จะพบว่า มันเป็นเพราะ.....คำพูดที่เขาพูดออกมา
นั่นเอง หรือ
อาจจะเป็นวิธีการใช้คำ ของเขานั่นเอง ที่ส่งผลกับผู้ฟังหรือผู้อ่าน




ดูคลิปฉบับเต็ม



 ภาพจาก http://www.youtube.com/





27 ต.ค. 2557

รู้ไว้ใช่ว่า น้ำหนักสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องบินภายในประเทศ ของแต่ละสายการบิน




แจงกันชัดๆ กฎเหล็กการนำสัมภาระผู้โดยสารขึ้นเครื่องบิน ทั้งขนาดและน้ำหนักที่ถูกต้อง
ของกระเป๋าเดินทางของคุณ หากทำตามกฎอย่างเคร่งครัด คุณจะไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้
จ่ายเพิ่ม เพราะหากน้ำหนักเกินกำหนดนอกจากคุณจะต้องนำกระเป๋าเดินทางไปโหลดลง
ใต้ท้องเครื่องแล้วเสียค่าบริการเพิ่มแล้ว ยังอาจเป็นที่จุกจิกกวนใจ ทำให้เกิดปรากฏการณ์
แบบมนุษย์ลุง ที่กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปได้เพียงเวลาชั่วข้ามคืน

ภาพและข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/

20 ต.ค. 2557

แด่น้องๆมดน้อยทุกตัว

ในสมัยปี 2553-54  ได้อ่านเกี่ยวกับมดน้อย แล้วก็ประทับใจมาก
แล้วก็พยายาม ก็ไม่พบสักที จนวันนี้โชคดี มีคนโพสต์ไว้ขอบคุณมากนะคะ

















3 ก.ย. 2557

ความเหงาทำร้ายคนเท่ากับสูบบุหรี่ 15 มวน



"ความเหงา" มีอันตรายมากกว่าที่่เราคิด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริคแฮม ยัง บอกให้เรารู้ว่าความเหงานั้นสามารถบั่นทอนสุขภาพร่างกายของเราได้มากพอกับการเป็นโรคอ้วนหรือการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน


ดร.จูเลียน โฮลท์ ลุนสตัด จากมหาวิทยาลัยบริกแฮม รัฐยูทาห์ ผู้ทำการวิจัยเรื่องดังกล่าวระบุว่า การมีเพื่อนหรือครอบครัวอยู่ข้างกายช่วยให้คนๆ หนึ่งค้นพบความหมายของชีวิตและมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่มีสังคม
"เมื่อคนๆ หนึ่งรู้สึกว่ามีเพื่อนฝูงคบหาหรือต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น จะทำให้เขาดูแลตัวเองดีขึ้น ส่งผลให้มีความเสี่ยงในชีวิตน้อยลง ส่วนการแยกตัวโดดเดี่ยวนั้นมีอันตรายต่อสุขภาพเทียบเท่ากับผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว"
ดร.จูเลียน ยังกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหรือนักวิชาการ ตลอดจนสื่อต่างๆ มักมองที่การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง ความเครียด หรือการไม่ออกกำลังกายว่าเป็นเหตุให้คนๆ หนึ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่จากการวิจัยในครั้งนี้ พบว่าปัจจัยด้านสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตเร็วหรือช้าได้เช่นกัน และงานวิจัยอีกชิ้นก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่แต่งงานมีโอกาสเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่แต่งงานแล้ว (รวมถึงคนที่แต่งงานแล้วหย่าด้วย)
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบว่าผู้ที่มีเพื่อนที่ทำงานอย่างน้อย 3 คนขึ้นไปมีแนวโน้มที่จะมีความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าคนที่ไม่มีเพื่อนที่ทำงานเลย เพราะการมีเพื่อนช่วยให้ความเครียดลดลงและช่วยลดความหดหู่ แถมยังมีข้อดีอีกมากมายหลายอย่าง แต่เพราะชีวิตที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยงาน ทำให้เราไม่มีโอกาสจะได้เจอกับเพื่อนเก่าๆ เลย ยิ่งเมื่ออยู่ในวัยทำงานแล้วการมองหาเพื่อนใหม่ๆ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปอีก
ใครที่กำลังคิดว่าอยากจะมีเพื่อนใหม่แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีไม่ควรพลาด! ไปดูกันดีกว่าว่าเราจะสามารถพบเพื่อนใหม่ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง
1. พบเพื่อนใหม่ผ่านการแนะนำ
การสร้างมิตรภาพใหม่ๆ จะสำเร็จได้ง่ายขึ้นหากผ่านการแนะนำจากคนใกล้ตัว Andrea Bonior ผู้เชี่ยวชาญและผู้เขียนหนังสือ The Friendship Fix ได้อธิบายวิธีการไว้ว่า เมื่อเพื่อนหรือคนรู้จักของคุณมีการเลี้ยงสรรค์กับเพื่อนๆ ของเขาที่คุณไม่รู้จัก มันเป็นการดีถ้าหากคุณจะเอ่ยปากขอไปด้วยคน ไม่ต้องอายที่จะพูดกับเพื่อนว่าคุณอยากจะพบปะกับเพื่อนใหม่ๆ ดูบ้าง
2. เข้าหาสังคมใหม่ๆ
หากคุณรู้สึกว่าสังคมเดิมๆ ของคุณเริ่มที่จะน่าเบื่อ การมองหาเพื่อนจากสังคมใหม่ๆ ก็เป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่ง การพบปะกับผู้คนใหม่ๆ ที่มีความสนใจคล้ายคลึงกันหรือมีนิสัยและประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายกัน คุณอาจจะได้พบเพื่อนใหม่ๆ จากการเข้าร่วมชมรม หรือการท่องเที่ยว หรือการย้ายที่ทำงาน หรือย้ายที่อยู่ก็สามารถทำให้พบเพื่อนใหม่ และสังคมใหม่ๆ ได้เช่นกัน
3. อย่าด่วนตัดสินใจเร็วเกินไป
มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะสามารถสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกันได้หลังจากพบกันเพียงแค่ครั้งเดียว การพบปะและพูดคุยกันบ่อยๆ ต่างหากที่จะสามารถช่วยทำให้รู้สึกผูกพันและเกิดมิตรภาพที่ดีได้ ดังนั้นคุณไม่ควรที่ตัดสินว่าคุณกับเขาเป็นเพื่อนกันไปแล้วจนกว่าคุณกับเขาจะได้พบปะและพูดคุยกันอย่างน้อย 3 - 4 ครั้ง เพราะมิตรภาพที่มาไวก็จากไปไวเหมือนกัน
4. จดจำสิ่งที่พูดคุยกันครั้งแรกเอาไว้
การเริ่มบทสนทนาด้วยคำถามเกี่ยวกับความสนใจต่างๆ ที่คุณมีก็สามารถทำให้เราสร้างมิตรภาพกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันได้ แต่ก็ไม่ควรที่จะลืมสิ่งที่อีกฝ่ายตอบกลับมาในบทสนทนาครั้งแรกด้วย เพราะถ้าหากคุณจดจำได้ การพูดคุยกันครั้งต่อไปก็จะมีเรื่องที่จะพูดคุยกันได้มากขึ้นด้วย
5. หาตัวช่วย
ถ้าหากคุณได้พบกับใครสักคนและรู้สึกเหมือนว่าคุณและเขามีความสนใจและมีความคิดคล้ายกัน จนคุณรู้สึกว่าเขานี่ล่ะคือเพื่อนที่ดีของคุณได้อย่างแน่นอน แต่คุณก็รู้สึกกังวลและประหม่าไม่กล้าที่จะชักชวนเขาไปเที่ยวเพียงสองต่อสองล่ะก็ การไปกันเป็นกลุ่มก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็จะทำให้คุณและเขาไม่รู้สึกอึดอัดจนเกิดไป คุณอาจจะเริ่มจากการชวนเขามาปาร์ตี้ที่บ้านและชวนเพื่อนของคุณคนอื่นๆ มาด้วยก็ได้
ที่มา: ทีมข่าวสปริงนิวส์

18 ส.ค. 2557

รวมภาพถ่ายเซลฟี่ที่อันตรายถึงชีวิต

นี่เป็นการรวมภาพถ่ายเซลฟี่ที่อันตรายถึงชีวิต  เราจะได้ยินข่าวบางคนถ่ายรูปตัวเอง
แล้วโพสต์ขึ้นเฟรสบุคแค่ไม่กี่นาที่หลังประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  เราลองมาดูกันว่า
ในต่างประเทศที่เป็นข่าว มีเหตุการณ์ใดบ้างที่เกี่ยวกับ Selfie บ้าง


1. Ramon Gonzalez ซึ่งรู้จักกันในนามของ Jadiel เป็นนักร้อง rapperชื่อดัง 
ตามข่าวบอกว่า เขาเพิ่งถ่ายselfieขึ้นInstagam ได้ไม่นานก่อนที่เขาจะประสบ
อุบัติเหตจากมอเตอร์ไซด์เสียชีวิต



2.Oscar Otero Aguilar หนุ่มชาวMexicoนำปืนออกมาถ่ายภาพSelfie เล่นและ
เกิดปืนลั่นเข้าที่หัวเสียชีวิต

3. 2 สามีภรรยาถ่ายภาพSelfie และพลัดตกหน้าผาเสียชีวิตที่ Cabo Da Roca ในโปรตุเกส
โดยมีลูกทั้งสองคนยืนดูอยู่




4.Karen Hernández ถ่ายภาพ Selfie แล้วตกลงไปในแม่น้ำEl Tunal riverใน Mexicoเสียชีวิต



5.สองสาวชาวอิหร่าน ถ่ายวิดิโอที่พวกเขาร้องเพลงขณะขับรถอยู่ และระได้ชนประสานงา
  กับรถอีกคัน แต่พวกเธอโชคดี แค่ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงขั้นเสียชีวิต



6.หนุ่มชาวสเปน ปีนขึ้นไปบนหลังคารถไฟเพื่อถ่ายภาพ Selfie แล้วโดนไฟฟ้าช๊อตเสียชีวิต



7. Gary Slok เด็กหนุ่มวัย 15 ปีชาวดัชกับแม่ Petra Langeveldถ่ายรูปในเครื่องบิน MH17 ก่อนที่เครื่องบินจะถูกยิงตกในยูเครน แต่ภาพนี้นับเป็นภาพที่มีค่าสำหรับครอบครัวของเขาที่เหลือมากที่สุด


8. Jenni Rivera ป๊อบสตาร์ชาวเม็กซิกันวัย 43 ปี ถ่ายSelfie กับเพื่อนๆ ก่อนที่เครื่องบินเจ็ท
จะตก ซึ่งทำให้เธอเสียชีวิต




9. Collette Moreno and Ashley Theobald กลับจากงานปาร์ตี้ ประสบอุบัติเหตุรถชนกัน
   หลังจากที่Collette Moreno ถ่ายภาพSelfie กับAshley Theobald เพื่อนรักของเธอไม่กี่นาที



10.Courtney Sanford ประสบอุบัติเหตุรถชนกับรถบรรทุก หลังจากถ่ายภาพSelfie  และโพสต์ขึ้นเฟสบุ๊ค ได้ไม่กี่นาที่



11. Xenia Ignatyeva สาวน้อยชาวรัสเซียวัย17 ปี ปีนขึ้นไปบนสะพานซึ่งสูง 30 ฟุต
ถ่ายภาพSelfie และพลัดตกลงมาบนสายไฟฟ้าแรงสูงเสียชีวิต


ฉะนั้นก่อนถ่าย Selfie (แบบอันตราย)...ก็คิดก่อนสักนิด ว่ายังมีคนในครอบครัวของคุณ
เป็นห่วงคุณอยู่นะ  อย่าขอแบบมันส์ เท่  ไม่เหมือนใคร เท่านั้นเลย ถ้ามันแลกด้วยชีวิต
ของคุณ มันคงไม่ค้มหรอกนะ!!!!


ภาพจาก http://www.viralnova.com/

............................................................................

คำว่า เซลฟี (selfie)มันคืออะไร

Selfie ศัพท์ยอดฮิตประจำปี 2013 จาก Oxford Dictionary



'Selfie' ศัพท์ยอดฮิตประจำปี 2013 จาก Oxford Dictionary
ถ้าคุณไม่รู้ว่า Selfie คืออะไร คุณอาจจะลืมเช้คไปว่า โลกใบนี้เขาก้าวไปถึงไหนแล้ว แต่ไม่เป็นไรเพราะสมสะหมอนเชื่อว่าคุณคงไม่ใช่คนเดียวที่ตกหล่นความทันสมัยของสังคมยุคใหม่ที่เรียกว่าสังคมไซเบอร์ในศตวรรษที่ 21 สมสะหมอนเองก็ไม่รู้เหมือนกันจนเมื่อเจ้าลูกสาววัยสิบสามพูดให้ฟังถึงได้เข้าใจ  เธอพูดถึงกลุ่มเพื่อนในห้องเดียวกันที่เธอไม่ค่อยจะยุ่งเกี่ยวนักที่เรียกว่ากลุ่ม selfie เธอว่าเพื่อนกลุ่มนี้คลั่งถ่ายรูปตัวเองเป็นประจำ ถ่ายเสร็จแล้วพวกคุณเธอทั้งหลายก็โพสรูปตัวเองลงในเฟสบุ้ค มันเป็นพฤติกรรมที่เวลาสมสะหมอนถามเจ้าลูกสาวว่าคิดยังไง  เธอก็ได้แต่ยกไหล่แล้วพูดแค่ว่า vain
จูเลีย เคที่ ชารอน ลิซซี่ กลุ่ม Selfie เพื่อนห้องเดียวกันกับเจ้าลูกสาวที่ชอบการถ่ายรูปตัวเอง ไม่ใช่ถ่าย selfie นานๆครั้งแต่พวกหนูๆเล่นอัปเดทแบบอาทิตย์ละสี่ห้าครั้งไม่ว่าจะแบบเอียงหน้าสักสี่สิบห้าองศาหรือเผยอหน้าสู้กล้อง จิกตานิด  เม้มปากหน่อย แล้วโพสลงในเฟสบุ้ค  ส่งข้อความอ้อนวอนเพื่อนเพื่อนหรือผู้ติดตาม ( follower) ให้กดไลค์หรือคอมเมนท์ เพราะเป้าหมายของพวกเธอคือการสะสมไลค์ให้ได้มากที่สุด ไม่รู้ว่าหนูๆพวกนี้ต้องการทำไปเพื่ออะไร 
ก  เป็นเครื่องหมายของการพิสูจน์ความโด่งดัง
ข  ทำไปเพราะมีเวลาเหลือเฟือ แล้วก็ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้ทำ
ค เพราะรักตัวเองแล้วก็มีเพื่อนเยอะมาก เลยอยากแบ่งปันสิ่งดีดีให้กับเพื่อน
ถ้าให้ตอบ สมสะหมอนคงว่าถูกทุกข้อ ก็ดูเอาจากคอมเมนท์แต่ละอันที่พวกหนูๆได้รับ มันสร้างสรรค์ซะที่ไหน   'You are gorgeous' , 'Beautiful , 'You are so pretty', 'Sexy', 'Amazing'  คอมเมนท์เหล่านี้มันช่างตื้นเขิน และสร้างภาพลวง สร้างค่านิยมฉาบฉวย ให้ติดอยู่ที่รูปร่างภายนอก สมสะหมอนไม่ได้จะต่อต้านค่านิยม  Selfie แต่อย่างใด เพียงแต่ว่าถ้าทำสนุกๆนานๆครั้งไม่จริงจังอะไรก็ดีไป  แต่ถ้าเล่นติดกันแบบหายใจเข้าออกเป็น selfie อันนี้ซิน่ากลัว โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่จะต้องเติบโตมาเป็นอนาคตของชาติ สมสะหมอนไม่รู้หรอกว่าเด็กไทยจะคลั่งselfie แบบนี้ไหม
Selfie เป็นคำศัพท์ที่มาแรง มันเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ยังไม่มีความหมายในดิกชั่นนารี่เล่มไหน แต่จากปี 2014 มันจะปรากฎอยู่ใน Oxford Dictionary ว่าหมายถึงรูปภาพที่คนถ่ายภาพตัวเองโดยใช้สมารท์โฟนหรือเวบแคมและอัพโหลดลงในเวบไซท์โซเชียลเช่นเฟสบุ้คหรืออินสตารแกรม ( a photograph that one take of oneself , typically one has taken with a smartphoen or webcam and uploaded to a social media website) เพราะความที่คำว่า selfie มียอดการใช้มากที่สุด ว่ากันว่าในระยะเวลาสิบสองเดือนมีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 17000%   Oxford Dictionary  เลยตัดสินให้คำศัพท์ Selfie เป็นผู้ชนะเลิศคำศัพท์ยอดฮิตประจำปี 2013  นอกจากเจ้าศัพท์ใหม่ใช้บ่อยจนเป็นที่ติดปากยอดฮิตแล้ว เจ้าคำSelfie มันก็ยังบ่งบอกถึงค่านิยมใหม่ที่ครอบงำคนรุ่นใหม่ในสังคมอังกฤษโดยเฉพาะวัยรุ่น สังคมที่มีจุดศุนย์กลางอยู่ที่ตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง 
ว่ากันว่าที่มาของคำนี้ปรากฎใน Australian online forum ในปี2002 เมื่อหนุ่มออสซี่โพสรูปตัวเองลงในฟอรัมหลังจากหกล้มปากกระแทกพื้น ปากถูกเจาะเป็นรู โดยเธอเขียนโน้ตสั้นๆใต้รูปภาพว่า 'And sorry about the focus, it was a selfie'.
Selfie มีรากคำมาจาก self ( ตัวเอง) แต่เพิ่ม suffix คือ ie ให้มันดูน่ารักน่าชังมากกว่าจะเป็นเหตุผลทางแกรมม่า หลังจากคำว่า Selfie เกิดมาได้ไม่นานก็เริ่มมีคำใหม่ๆเกิดตามมา อย่างเช่น  helfie (ผมฉันเอง)  belfie ( ก้นฉันเอง) welfie (รูปออกกำลังกายฉันเอง, workout selfie)  และ drefie (รูปฉันเมาเอง drunken selfie )
ถ้าจะหาตัวการที่ทำให้ selfie กลายเป็นพฤติกรรมเสพติด ก็ต้องโทษวิวัฒนาการของสมารทโฟนที่สามารถถ่ายรูปได้ จากจอหน้าของเครื่อง (front facing camera) ทำให้การถ่ายรูปตัวเองเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว ปัจจัยอีกอย่างที่ส่งเสริม Selfie คือนักร้องนักแสดงที่พากันใช้ Selfie เป็นจุดโฆษณา จุดขายชื่อเสียงให้กับตัวเอง อย่างเช่น  นักร้องสาว Lady GAGA (ภาพข้างล่าง)
 
 สมสะหมอนขอจบเรื่อง selfie ด้วยภาพสองภาพข้างล่างนี้ แซวกันเล่นๆถ้าคุณเป็นพวก selfie ก็อย่าโกรธกันหล่ะ
ภาพแรกแปลได้ความหมายว่า 'การถ่ายรูปตัวเองแล้วโพสลงใน Social media ทุกวัน  เหมือนเป็นการป่าวประกาศให้โลกรู้ว่ากรุณาสนใจฉันหน่อยเพราะอย่างที่เห็นๆอยู่แฟนของฉันเขาไม่สนใจ'
ภาพที่สองเพื่อนสาวกระซิบแบบแดกดันเพื่อนอีกคนว่า  'ขอบใจนะเธอที่โพสรูปตัวเองมันทุกวันเลย ดีนะเนี่ยที่เธอส่งรูปมาเตือนฉันทุก 24 ชั่วโมง ไม่งั้นฉันอาจจะลืมไปว่าหน้าตาเธอเป็นยังไง'

ข้อมูลจาก http://www.oknation.net/

1 ส.ค. 2557

สิ่งที่คุณผู้หญิงไม่ควรทำคนเดียว

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้หญิงต้องระมัดระวังตัวเอง แม้บางครั้งไปกันหลายคน
ก็ยังเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นได้  ฉะนั้นจึงมีเรื่องที่ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยงในการที่จะทำ
หรือไปคนเดียว ซึ่งมีดังนี้คือ




1. หลีกเลี่ยงการกินอาหารบางชนิดในที่สาธารณะ เช่น กล้วย มันดูไม่งาม




2. หลีกเลี่ยงการขึ้นรถหรือแม้แต่ขึ้นลิฟท์ที่มีแต่คุณผู้ชาย คุณอาจถูกลวนลาม 
   ทำอนาจาร หรือรุมโทรมได้  



3. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคนให้/ ซื้อให้  เพราะคุณอาจถูกวางยาได้ ทั้งยา
    ปลุกเซ็กส์ หรือยาที่ทำให้คุณควบคุมตัวเองไม่ได้ หรืออาจทำให้หมดสติก็ได้
    รวมทั้งการดื่มคนเดียวโดยไม่ระมัดระวังตัว คุณอาจถูกจับตาจากคนร้ายอยู่ก็ได้
    เมื่อถึงเวลานั้นคุณอาจไม่สามารถป้องกันตัวเองจากคนร้ายได้ 



4. หลีกเลี่ยงการไปคนเดียวเพื่อพบกับเจ้าของบ้านเช่าหรือช่างซ่อมต่างๆหรือให้
    คนเหล่านั้นมาพบขณะที่คุณอยู่คนเดียว  เพราะอาจเกิดเหตุร้ายขึ้นกับคุณได้


5. หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่ล่อแหลม และดึงดูดความสนใจสายตาผู้คน เพราะอาจ
   เป็นการเชิญชวนให้ทำมากกว่ามองก็ได้



6. หลีกเลี่ยงการเดินทางคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นในรูปใดก็ตาม เช่น  ทริป ทัวร์  
    กลับบ้านต่างจังหวัดหรือการผจญภัยต่างๆ  คุณอาจสูญเสียทั้งสิ่งของ
    เงินทอง รวมทั้งเสียตัวด้วย 


7. หลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับคนที่มาก่อกวนหรือพยายามหาเรื่องคุณ เพราะอาจ
  เป็นเหตุให้เกิดเรื่องร้ายๆกับคุณได้



8. หลีกเลี่ยงการไปกด ATM คนเดียว คุณอาจโดนทำร้ายจากคนร้ายเพราะ
   ต้องการเงินของคุณที่เพิ่งกดATMออกมาก็ได้



9. หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนแปลกหน้า เพราะอาจจะทำให้คนที่เห็นคิดว่าคุณสองคน
    เป็นเพื่อน/เป็นแฟน/เป็นสามีภรรยาที่มาด้วยกัน และอาจไม่มีใครคิดช่วยเหลือ
    เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น



10. หลีกเลี่ยงการออกไปนอกบ้านโดยไม่ได้บอกใคร(คนที่บ้านหรือเพื่อน)ว่า
     ไปทำอะไร/ที่ไหน/พบใคร/ เพราะอาจเกิดเหตุร้ายขึ้นและกว่าจะมีคนรู้ก็...
     สายเกินไปแล้ว



11. หลีกเลี่ยงการสบตา/ส่งสายตากับคนแปลกหน้า เพราะอาจจะเป็นการเชิญชวน
     และทำให้เกิดเหตุการณ์ที่คาดฝันในทางร้ายขึ้นได้  ยกเว้นว่าคุณตั้งใจจะให้มัน
     เกิดเหตุการณ์
ดีๆตามมาเอง


12. หลีกเลี่ยงการลงรถแท็กซี่หรือรถประจำทางหรือแม้แต่มอเตอร์ไซด์รับจ้าง
     ที่หน้าบ้านของตัวเอง เพราะคนร้ายจะรู้จักบ้านที่อยู่ของคุณ จึงสามารถกลับ
     มาหาและก่อเหตุร้ายขึ้นในภายหลังได้



13. หลีกเลี่ยงการเดินทางกลับบ้านคนเดียวในยามค่ำคืนและถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็
     ไม่ควรกลับมาเวลาเดิมทุกครั้ง เพราะคนร้ายจะเฝ้าสังเกตดูคุณว่าไปเวลาไหน และ
     จะกลับเวลาไหน ก่อนจะลงมือก่อเหตุ

.....................................


สำหรับคนโลกสวยบางคนอาจจะบอกว่า "มันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก ใครมันจะคิดทำ
เรื่องบ้าๆแบบนี้เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี"  
เราก็ขอภาวนาว่าอย่าเกิดเรื่องแบบนี้กับคุณเลย

แต่เมื่อใดที่เกิดเหตุกับคนใกล้ชิดคุณหรือแม้แต่ตัวคุณ แล้วคุณจะรู้สึก...
รู้งี้ เชื่อสักหน่อยก็ดี



หมายเหตุ  คุณคงสงสัย ทำไมมันเป็นรูปแต่ผู้ชาย ก็มันเป็นเรื่องของสิ่งที่ผู้ชาย
              ไม่ต้องกังวลในการปฏิบัติตัวไง แต่มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงน่ะ

               

................................


ดูคลิปเพิ่มเติม



ภาพและข้อมูล เรียบเรียงจาก http://www.youtube.com/