27 พ.ย. 2556

รีวิว แบรนด์เห็ดสกัดเข้มข้น

วันนี้มารีวิวผลการดื่มแบรนด์เห็ดสกัดเข้มข้น

รีวิวผลการดื่มแบรนด์เห็ดสกัดเข้มข้นตอนที่ 1

ตอนนี้ไปซื้อกล่องที่ 2 มา กินไปได้  4  ขวดแล้ว ก็ดีเหมือนเดิม มีบางความคิดเห็นบอกว่า
ที่หน้าเป็น  เซ็บเดิร์ม กินแล้วดีขึ้น หน้าเราก็เป็นจนจะอายุ 60 แล้วก็ยังเป็นไม่เลิก
 กินแบรนด์ไป 12  ขวดแล้วเราสังเกตที่หน้าเราก็ยังไม่ส่งผล (รอยด่างลอกไม่ลดลง) อะไร
รอให้หมดอีก 4 ขวด แล้วค่อยมารายงานผลอีกทีนะ



รีวิวผลการดื่มแบรนด์เห็ดสกัดเข้มข้นตอนที่ 2

เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ไปเดินที่แมคโครฯ แล้วเห็นมีแบรนด์เห็ดสกัดเข้มข้นขาย ตามประสาคนชอบ
กินอะไรที่มันไม่หวานก็เลยทดลองซื้อมากิน 1 กล่อง ข้างในมี 8 ขวดใส่กล่องเล็กๆอยู่

กินตอนก่อนเข้านอน เขย่าขวดก่อนกินนะคะ   รสชาดและกลิ่นก็เห็ดต้มกับน้ำแล้วไม่ปรุงรส
แต่เข้มข้นกว่า แล้วก็เข้านอน .....



ตื่นมาลืมไปแล้วว่ากินแบรนด์เห็ดสกัดเข้มข้นไป 1 ขวด เพียงรู้สึกว่าไม่เพลีย  ก็คิดว่าคงนอนมาก
เพราะปกติบอกตัวเองเสมอหลังจากออกจากงานประจำว่า ต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
อย่างกับสูตรการดื่มน้ำเลยละ  แต่บางคืนเบี้ยวกฏก็มี แอบเล่นเกม  เสริชเน็ตจนดึกตีหนึ่งตีสอง
ตอนนี้กินมาได้ 7 วัน ก็สังเกตพบว่า แม้จะนอนดึกเป็นบางคืน ตื่นมาก็ไม่เพลีย  ชอบค่ะ   

ปกติเป็นคนที่กินเนื้อสัตว์แล้วท้องจะอืดมาก แต่ละมื้อเลยกินเนื้อสัตว์น้อยมาก ชิ้นสองชิ้นเท่านั้น 
 เน้นที่ผัก แม้แต่ยอดผักสดบางชนิดก็กินไม่ได้ (เรื่องมากจริงๆ)  เช่นยอดกระถิน สะตอ เมินไปได้เลย  
ถ้ากินเป็นเรื่องแน่ หลายคนอาจจะบอกว่า ฉันก็เป็น ไม่เห็นประหลาด  ก็มันเป็นมากจนพุงป่องออกมาเห็นชัดเจนเลย   ตอนนี้สามารถกินเนื้อหมู เนื้อไก่ ได้มากขึ้น โดยท้องไม่อืด และพุงก็ยุบเป็นปกติดี ว่าจะลองกินต่ออีกสัก 2-3 กล่อง  

สำหรับอาการอย่างอื่นยังไม่มีอะไรที่สังเกตได้  แล้วจะมารายงานผลอีกค่ะ  

มารายงานผลเพิ่มเติม  

ตอนนี้ กินไปก็หลายกล่องแล้ว การเป็น เซ็บเดิร์ม ของเราไม่เห็นผลดีขึ้น แปลว่า สำหรับเรา กินแบรนด์เห็ดสกัดเข้มข้นแล้ว ไม่ส่งผลกับเซ็บเดิร์ม  ส่วนอาการท้องอืดก็ลดน้อยลงแล้ว ก็ถือว่าดีนะ สำหรับเรา

มารายงานเพิ่มเติมอีกรอบ

ตอนนี้เราเลิกกินแล้ว มันเปลืองตังค์น่ะ แหะแหะ

24 พ.ย. 2556

บ้านสู้น้ำท่วม

ขอระลึกย้อนความหลังสมัยเมื่อยังเป็นเด็ก จะอยู่บ้านที่สามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้ 
ก็คือบ้านใต้ถุนสูง(สูงมากสูง 3-4 เมตรได้) เวลาหน้าน้ำมา เราจะเอาเรือมาผูกไว้
ใต้ถุนบ้าน และเราก็ตกปลาที่นอกชานจากบนบ้าน ไปเรียนหนังสือเราก็พายเรือไปเรียนกัน 
ไม่มีการปิดโรงเรียนเหมือนปัจจุบัน เพราะโรงเรียนเราสร้างยกพื้น ไม่ได้เป็นตึกติดดิน
เหมือนปัจจุบัน ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร เห็นน้ำท่วมกันบ่อยๆเลยขอรวบรวมแบบบ้าน
ใต้ถุนสูงที่สามารถจะนำมาเป็นแบบให้ได้ใช้ประโยชน์กันได้นะคะ

แบบแรกเป็นของอ.เชี่ยว ชอบช่วยหรือ  ผศ. ภัทรพล เวทยสุภรณ์ค่ะ 

บ้านไม่บานย้อนยุค” สไตล์ “เรียนรู้ อยู่ร่วม” กับ “น้องน้ำ

เป็นบ้านแบบ " ย้อนยุค " ในสไตล์ " ยกพื้นสูง " และมี"ระเบียง " แบบบ้านทรงไทย
สมัยปู่ย่า ตาทวด 
เป็นแบบชั้นเดียวแล้วปรับไปเป็นบ้านใต้ถุนสูง ดูภูมิฐานดีค่ะ

แบบบ้านชั้นเดียว

ปรับเป็นบ้านใต้ถุนสูง

ปรับเป็นบ้านใต้ถุนสูงอีกบรรยากกาศ



บ้านทรงปั้นหยาใต้ถุนสูง





บ้านทรงปั้นหยาใต้ถุนสูง
สวัสดีครับแฟน ๆ คนรักบ้านทุก ๆ ท่าน บ้านไม่บานในสัปดาห์นี้ เป็นบ้านทรงปั้นหยาใต้ถุนสูง
มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับบ้านทรงปั้นหยาสมัยโบราณในช่วงรัชกาลที่ 5 ต่อ รัชกาลที่6 
เป็นบ้านในฝันของผมทีเดียวเลยครับ บ้านหลังนี้ยกใต้ถุนโล่ง สูงโปร่งดูแล้วสบายตาครับ 
เรียกได้ว่าปัญหาเรื่องปลวกเรื่องน้ำท่วม ไม่มีทางเข้ามาย่างกรายบ้านหลังนี้ได้เลย เพราะ
การยกใต้ถุนสูงแบบนี้เป็นวิธีแก้ปัญหาเรื่องปลวก,น้ำท่วมและความชื้น รวมทั้งช่วยในการ
ระบายอากาศ ซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับบ้านในเขตร้อนชื้น ผ่านการทดสอบว่าได้ผล 
จากบรรพบุรุษของเรามาแล้วกว่า 700 ปีครับ ไม่ว่าจะแดดร่มลมตกหรือแดดออกใต้ถุนบ้าน
ก็มีความเย็นสบายอยู่ตลอด เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศที่แตกต่างกันระหว่างใต้ถุนบ้าน
และอากาศข้างนอก ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ลมร้อนหรืออากาศจะลอยตัวขึ้นสูง 
และลมเย็นหรืออากาศเย็นก็พัดเข้ามาแทนที่ นั้นหมายความว่ายิ่งอากาศภายนอกร้อนเท่าไร 
ลมก็จะพัดผ่านใต้ถุนบ้านแรงขึ้นครับ เรียกได้ว่าเป็นระบบการไหลเวียนของลมที่ลงตัว
ตามธรรมชาติครับ 

ในด้านพื้นที่ใช้สอยแล้วบ้านหลังนี้ มีพื้นที่ใช้สอยครบครันสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก 
มีแนวทางการต่อเติมได้ทั้งใต้ถุนชั้นล่าง และต่อเติมออกด้านข้างดังที่ท่านผู้อ่านเห็น
ในรูปด้านครับ การต่อเติมเป็นเรือนขยายนั้นก็เป็นภูมิปัญญาอีกอย่างของบรรพบุรุษเรา 
ที่มีการใช้กันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ก็เรียกได้ว่านกน้อยสร้างรังแต่พอตัวครับ เมื่อ
สมาชิกในครอบครัวมากขึ้นหรือมีฐานะมากขึ้นจึงหาทางขยับขยายกันไปตามโอกาสครับ
สำหรับท่านใดที่มีแนวความคิดเกี่ยวกับบ้านไม่บานหรือต้องการบ้านไม่บานลักษณะ
อย่างไรฝากข้อความไว้ที่เวปบอร์ดคนรักบ้าน (www.homeloverthai. com) 
ไว้ได้นะครับหรือเขียนจอหมายมาถึง อ. เชี่ยว
อ.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ รองคณบดีฯ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
 วังท่าพระ กรุงเทพฯ10200 ผมจะได้นำข้อคิดของแฟนๆคนรักบ้านมาเป็นข้อมูล
ออกแบบบ้านไม่บานหลังต่อๆไป จะได้ตรงใจแฟน ๆ คนรักบ้านไงครับ
ข้อมูลพื้นฐาน
เฉพาะพื้นที่ปลูกสร้างหน้ากว้าง 6 เมตร ลึก 9 เมตร
พื้นที่ใช้สอยทั้ง2ชั้น 82 ตารางเมตร
บ้าน 1 ชั้นยกไต้ถุนโล่ง 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ส่วนครัว 1 ส่วนรับแขก
ราคาก่อสร้างต่อหลังประมาณ 650,000 บาท
บ้านและข้อมูลจาก www.homeloverthai. com
.....................
นอกจากบ้านใต้ถุนสูงแล้วยังมี การดีดบ้านหนีน้ำอีก ดังนี้

"เสี่ยรับเหมาอยุธยา" ผวาน้ำท่วมดีดบ้านสูงเท่าตึก 3 ชั้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 112/1ม.6 ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมา ณ.ลำปาง พบว่ามีการปรับปรุงดีดบ้านสูงกว่า 2.80 เมตร เทียบได้กับกับตึกสามชั้น เป็นที่สะดุดตาของประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา
สอบถามนายภาราดร ชนะวงศ์ อายุ 43ปี เจ้าของบ้าน กล่าวว่า เมื่อปี2554 บ้านของตนเองเป็นบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ ถูกน้ำท่วมสูงกว่า1.50 เมตร ข้าวของในบ้าน เสียหายทั้งหมดเก็บของหนีน้ำไม่ทัน หลังนำลดตนเองเป็นผู้รับเหมาต่อเติมบ้านอยู่แล้วจึงได้ว่าจ้างผู้รับเหมาดีดบ้านให้มาดีดบ้านาขึ้น1.80 เมตร จากเดิมบ้านสองชั้นให้เป็นสามชั้น ชั้นล่างจะยกพื้นสูงเป็นที่จอดรถ ใช้งบประมาณจนถึงขณะนี้กว่า 4 แสนบาท เสร็จสมบูรณ์จะอยู่ประมาณ 8 แสนบาท น้ำมามากขึ้นทุกปีบ้านของตนเองถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายทุกปีจึงตัดสินใจดีดบ้านเชื่อว่าระดับความสูงที่ดีดจะไม่ถูกน้ำท่วมแน่นอน ถ้าถูกท่วมการเดินทางเข้าออกบ้านไม่สะดวกอย่างน้อยสิ่งของภายบ้านก็ไม่ได้รับความเสียหาย ยังสามารถที่ทิ้งบ้านอพยพไปอยู่ที่อื่นได้

"อยากฝากเตือนประชาชนที่จะดีดบ้านเพื่อป้องกันผู้รับเหมาที่ไม่รับงานมากเกินจนทำงานไม่ทันแล้วทิ้งงานอยากให้ก่อนที่จำการตกลงให้มีการทำสัญญาให้ละเอียดในการจ่ายเงินเป็นงวดๆให้ดูตามความคืบหน้าของงานด้วยจึงจะจ่ายเงิน หากเป็นผู้รับเหมาที่จะให้จ่ายเงินเดียวเมื่องานเสร็จจะดีมาก การดีบ้านหากบ้านเป็นบ้านไม้แนะนำให้ดีดบ้านดีกว่าที่จะทำการก่อสร้างใหม่ ส่วนตัวบ้านที่เป็นตึกควรที่จะทำการก่อสร้างใหม่เลยจะดีกว่าเพราะหากทำการดีดบ้านตัวอาคารจะเกิดอาการร้าวเสียหายได้" เจ้าของบ้านกล่าว

ภาพและข้อมูลจาก 
http://www.bloggang.com/viewdiary.php

ภาพบ้านใต้ถุนสูงแบบต่างๆ เน้นไม่แพงไม่หรูหรา









บ้านต้านพายุ

เมื่อพายุมาก็สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนอย่างมากมาย ก็ทำให้ผู้รู้แต่ละท่าน
ก็พยายามที่จะออกแบบบ้านต้านพายุขึ้น เพราะถ้าบ้านสามารถทนพายุได้ ข้าวของ
เครื่องใช้ต่างๆก็ยังคงมีอยู่ มิใช่เหลือแต่ตัวเหมือนปัจจุบัน เรามาดูว่ามีการออกแบบ
บ้านแบบใดบ้างที่ช่วยลดความศูนย์เสียนี้ได้บ้าง

ชาวนิวออร์ลีนส์มีเฮ…เมื่อสถาปนิกคิดบ้านสำเร็จรูปต้านพายุเฮอริเคน

ในยุคเริ่มต้นของมนุษย์ ‘บ้าน’ เป็นเพียงที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
ไม่แปลกใจที่วิวัฒนาการของบ้านได้เดินทางควบคู่กับมนุษย์เรื่อยมา จนมาถึงปัจจุบัน
มรสุมทางธรรมชาติเข้าโหมกระหน่ำมนุษย์มากขึ้น และเมื่อในเมื่อบ้านยังเป็นที่พักอาศัย
ของมนุษย์ ดังนั้นจึงมีคนกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันสร้างบ้านตัวอย่างที่พร้อมสำหรับพายุ
เฮอริเคนที่ New Orleans สหรัฐอเมริกา

บ้านดีไซน์สวยหลังนี้คว้ารางวัลที่หนึ่งจากการประกวดบ้านสำเร็จรูปต้านพายุเฮอริเคน
New Orleans Sustainable Design Competition ซึ่งออกแบบโดย ศาสตราจารย์
Judith Kinnard และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Tiffany Lin แห่งมหาวิทยาลัย Tulane
ถือสิทธิ์โดย  Sustainable Building Company REOSE 
บ้านหลังนี้มีวัสดุหลักที่ใช้คือ Steel Structured Insulated Panes (SSIPs)
เป็นวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่น ซึ่งใช้สำหรับการติดตั้งเพื่อเป็นเปลือกรอบอาคาร
เป็นทั้งฉนวนกันความร้อน และสามารถรองรับน้ำหนักของตัวอาคารได้
(Load Barring)  มีความแข็งแรง ทนทาน จึงทำให้ป้องกันแรงลมได้อย่างน้อย
160 mph


จุดเด่นของบ้านต้านพายุหลังนี้ คือ Sun roof แผงโซลาเซลล์ที่ติดตั้งไว้ด้านบนของ
กรอบสีเขียวมะนาวสุดจี๊ดจ๊าดที่ดูโดดเด่นสะดุดตา และพลังงานไฟฟ้าที่ได้ก็ยังเพียงพอ
สำหรับใช้งานได้อีกหลายอาทิตย์ และ Water roof หลังคาสูงสำหรับรองรับน้ำฝนที่จะ
ถูกกักเก็บไว้ใต้ดินเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน หลังเกิดพายุ ซึ่งเพียงพอสำหรับบ้านขนาด
 1,100 ตารางฟุต ที่มีถึงสองห้องนอน สองห้องน้ำ ด้วยประโยชน์ของหลังคาทั้งสอง
นี้จึงเป็นที่มาของชื่อ Sunshower



นอกจากนี้กรอบของอาคารยังเผื่อที่ติดตั้งกังหันลมสำหรับสร้างพลังงานเสริมเพิ่มอีกทาง
และยังมีส่วนอื่นๆ ที่ออกแบบให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น การออกแบบช่องเปิดให้มี
เส้นทางของลม (wind flow) ผ่านตัวบ้าน หรือจะเป็นช่องเปิดเพื่อให้แสงจากธรรมชาติ
เข้าถึงภายใน จึงทำให้ลดการใช้พลังงานลง
                       
แม้ว่าเราไม่อาจฝืนที่จะสู้กับพลังธรรมชาติได้ แต่ด้วยความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบดีๆ
อย่างนี้ เราก็สามารถพัฒนาบ้านที่พร้อมจะฝ่าฝันอุปสรรคและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข


ภาพ
และข้อมูลจาก http://www.creativemove.com
............................................
บ้านไม่บานต้านพายุ ของอ.เชี่ยว ชอบช่วย (ขอคัดลอกมาทั้งหมดเลยนะคะ)

บ้านไม่บานต้านพายุ (1)
          เหตุการณ์พายุคลื่นยักษ์ "ซูนามิ" ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของผืนดินใต้ทะเลเมื่อครั้ง
ช่วงปลาย ธันวาคม ที่พึ่งผ่านมานับเป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ฝังอยู่ในความทรงจำ
ของบรรดาคนรักบ้านทั้งที่อยู่ภายในประเทศไทยและรับทราบข่าวคราวอยู่ในต่างประเทศ 
เพราะเป็นเหตุการณ์ของการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มครั้งนี้ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบแต่ยังรวม
ไปถึงพี่น้องเพื่อนบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหลายประเทศ ที่ต้องพบกับความ
สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้
บ้านไม่บานต้านพายุ (1)
บ้านไม่บานต้านพายุ (1)
บ้านไม่บานต้านพายุ (1)
          โดยคลื่นยักษ์ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรง
ทางธรรมชาตินี้ ได้เริ่มเคลื่อนตัวออกมาจาก
เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย และภาย
ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้เคลื่อน
ตัวมาถึงประเทศไทย ที่จังหวัดภูเก็ต
เมื่อเวลาประมาณ 10.00 นาฬิกาและโถม
กระหน่ำพื้นที่ใกล้เคียง ผลกระทบจากการ
เคลื่อนตัวของมหันตภัยคลื่นยักษ์นี้ ซึ่งก็
เป็นที่ทราบกันดีครับว่า ได้ส่งผลกระทบ
ให้หลายจังหวัดทางภาคใต้ได้รับความ
เสียหายเป็นจำนวนมาก ทั้งทางชีวิตและ
ทรัพย์สิน ไม่เฉพาะพี่น้องชาวไทยเท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงบรรดานักท่องเที่ยวจาก
ต่างประเทศที่ได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ย
วในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวด้วย
          จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องมี
แนวทางการฟื้นฟูบ้านเมืองที่พังพินาศลงและ
ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ส่วน
ด้วยกันครับ รวมทั้งการวางแผนการออกแบบ
อาคารบ้านเรือนที่อยู่ในละแวกที่มีความเสี่ยง
อาจเกิดอันตรายจากพายุหรือมหันตภัยทาง
น้ำที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้ เช่น 
การออกแบบกำแพงกันคลื่น หรือสันเขื่อ
นกันคลื่น การสร้างเสาไฟ หรือการเดิน
สายไฟหากเป็นไปได้ก็ควรจะวางผังให้ระบบไฟฟ้าเหล่านี้ลงดิน การวางระบบการระบายน้ำ
ที่รวดเร็ว อาคารบ้านเรือนที่ก่อสร้างขึ้นจำเป็นที่จะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในการเลือก
ประเภทวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างรวมทั้งรูปแบบและรูปทรงของอาคารรวมไปถึงวิธีการก่อสร้าง
ที่มีความคงทนแข็งแรง มั่นคง การศึกษาทิศทางลม ทิศทางของน้ำ และทิศทางของคลื่น 
อาคารบ้านเรือนที่มีการก่อสร้างติดกับแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ หรือว่าทะเล ควรมีการทิ้ง
ระยะห่างระหว่างบ้านที่ก่อสร้างกับชายฝั่ง เพราะสามารถลดความรุนแรงของการปะทะจาก
คลื่นทะเลได้ และในอนาคตการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนจำเป็นที่จะต้องมีการคำณวนรับแรง
กระทำจากกระแสคลื่นและกระแสลมและจะต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อาทิเช่น
แผ่นดินไหวด้วย
บ้านไม่บานต้านพายุ (1)
บ้านไม่บานต้านพายุ (1)
          
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ รูปทรงของอาคารบ้านเรือน จำเป็นที่จะต้องได้รับการ
ศึกษาค้นคว้าหารูปแบบที่เหมาะสม ทั้งอาคารพาณิชย์, โรงแรม , บังกะโล, รีสอร์ท 
อาจจะต้องมีการออกแบบและเตรียมการสำหรับบริเวณหลบภัย การฟื้นฟูรวมทั้งการหา
วิธีการป้องกันมหันตภัยร้ายที่จะเกิดกับอาคารบ้านเรือนนั้น หากกล่าวตามหลักการ
ออกแบบส่วนหนึ่งของอาคารบ้านเรือนแล้วก็คงเปรียบได้กับ หลักโหงวเฮ้ง 5 ประการ 
ของบ้านไม่บานที่ใช้ในการออกแบบอาคารบ้านเรือนให้กับแฟน ๆ ชาวบ้านไม่บาน 
นั่นก็คือการคำนึงถึง การออกแบบ การวางผัง, วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้, วิธีการก่อสร้าง,
 ตกแต่งภายใน, การซ่อมบำรุง ดูแลรักษาและบูรณะฟื้นฟู เป็นต้นครับ
           เหตุการณ์โศกนาฎกรรมครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นนี้สามารถใช้เป็นอุทาหรณ์ในด้าน
การวางมาตรการด้านความปลอดภัยทั้งกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและที่เดินทาง
มาจากต่างประเทศ รวมทั้งพี่น้องชาวไทยที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ติดกับแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ
 ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ระบบการตรวจสอบเตือนภัยรวมไปถึงการให้ข่าวสารข้อมูลแก่
สาธารณะชนเมื่อเกิดเหตุร้ายให้ได้รับรู้ภายในระยะเวลา ประมาณ 1-2 ชั่วโมงก่อนที่
คลื่นจะเข้ามาปะทะโดยตรง สำหรับการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้
นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่แพงที่สุดในด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม และวิศวกรรม 
เป็นโจทย์ที่ถือว่าท้าทายมาก กับการออกแบบบ้านไม่บานเพื่อต่อสู้กับความล่มสลาย
ที่มาจากภัยทางธรรมชาติให้สามารถมีชีวิตรอดอยู่ในสภาวะวิกฤตได้ครับ

นี่เป็นบ้าน 2 ชั้นอีกแบบนึงของอ.เชี่ยว ชอบช่วย ค่ะ

บ้านไม่บานต้านพายุ (ลมและคลื่น) (2)
บ้านไม่บานต้านพายุ (ลมและคลื่น) (2)
บ้านไม่บานต้านพายุ (ลมและคลื่น) (2)
บ้านไม่บานต้านพายุ (ลมและคลื่น) (2)
          ในกระบวนการออกแบบบ้านไม่บานที่สามารถต้านพายุนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ศึกษาถึง พฤติกรรมต่าง ๆ ของพายุและคลื่นซึ่งเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงทางธรรมชาติที่
กระทำต่ออาคารบ้านเรือน เพื่อหาแนวทางป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
          จากการสังเกตจากซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนพบว่า ในบริเวณพื้นที่ราบ
จะมีความสูญเสียสูงเนื่องจากเป็นที่โล่งแจ้งในขณะที่บริเวณ ที่มีความลาดชัน (SLOPE)
 จะมีความปลอดภัยกว่า ดังเห็นได้จาก หมู่บ้านชาวประมงชายฝั่ง บังกะโลหรือ รีสอร์ท 
ที่ปลูกสร้างแบบถาวรและไม่ถาวร ที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบนั้นจะถูกแรงปะทะโดยตรงกับ
กระแสคลื่นโดยตรงอย่างรุนแรง ในขณะที่อาคารที่ตั้งอยู่ชั้นสูงขึ้นไป ความรุนแรงจะ
เบาบางลง
          ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน สถาปนิกจึงออกแบบวางผัง 
สร้างตึกสูงไว้ด้านหน้า และปลูกอาคารบ้านเรือนขนาดเล็ก เช่น บังกะโลไว้ด้านหลัง 
ในการออกแบบอาคารต้านพายุจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาทิศทางลม ทิศทางน้ำ คลื่น 
โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ หรือ ภาพถ่ายจากดาวเทียม GIS ตรวจสอบ เพื่อออกแบบ
แนวกันคลื่น หรือสันเขื่อนกันคลื่น (BUFFER) เพื่อลดความรุนแรงของคลื่นที่สาดเข้า
มามีทั้งทราย โคลน ปนเปื้อนเข้ามาด้วย ฉะนั้นการออกแบบและวางผังอาคารจำเป็น
ต้องให้ความสำคัญกับระบบการระบายน้ำย้อนกลับ ต้องสามารถระบายน้ำได้อย่าง
สะดวกและรวดเร็ว และจำเป็นต้องมีการถอยร่นระยะห่างของอาคารจากชายฝั่ง เพื่อ
ลดแรงปะทะลง และ ในการออกแบบระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ต่าง ๆ นั้น 
ถ้าเป็นไปได้ควรจะเอาระบบเหล่านี้ลงไต้ดินทั้งหมด
          ส่วนวัสดุอุปกรณ์ที่เลือกใช้สร้างบ้านต้านพายุนั้นจะต้องเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรง
ทนทานเป็นพิเศษ เช่น อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นต้น ส่วนโครงสร้างนั้นถ้าเป็นไปได้
ควรเป็นโครงสร้างเหล็กซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีศักยภาพในการดูดซับพลังงานสูง เมื่อแรง
กระทำผ่านจุดยืดหยุ่นไปแล้ว ทำให้ไม่เกิดการพังทลายในทันที ดังนั้นในการคำนวณ
เพื่อออกแบบโครงสร้างนั้นจะต้องออกแบบให้สามารถ รับแรงกระทำทางด้านข้าง 
และต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาเพิ่มขึ้นด้วย โครงสร้างที่ได้รับการ
ออกแบบเพื่อรับแรงต่าง ๆ เหล่านี้ จะเพิ่มค่าก่อสร้างจากเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 
ซึ่งคุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน 
จากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
          อีกทั้งรูปทรงของอาคาร ต้องได้รับการศึกษาค้นคว้าหารูปทรงที่เหมาะสม 
อาคารจำพวกบังกะโลหรือรีสอร์ท อาจจะต้องมีบริเวณที่หลบภัย เสมือนหลุมหลบภัย 
แต่เป็นเหมือนปล่องทรงกระบอกกลมมนที่มีช่องระบายอากาศ และมีความแข็งแรง 
และมีบันไดภายในเพื่อให้สามารถหลบภัยได้โดยที่น้ำไม่ท่วม และยังทำหน้าที่เป็น
พื้นที่สำหรับจอดเฮลิคอร์ปเตอร์ หรือเพื่อหนีภัย,และให้ความช่วยเหลือทางอากาศ 
พื้นที่ดังกล่าวนี้ควรมีรูปทรงกระบอกเพื่อลดแรงปะทะลง ในยามปกติพื้นที่ดังกล่าว
จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับสัญจร ระหว่างชั้น โดยออกแบบให้เป็นกำแพงรับแรงเฉือน
(SHEAR WALL) และกำแพงรับน้ำหนัก (BEARING WALL) กำแพงรับแรงเฉือน
ดังกล่าวนี้เริ่มต้นที่ฐานรากและสูงติดต่อกันจนถึงหลังคา มีบันไดเชื่อมระหว่าง
ชั้นเป็นบันไดวน เป็นตัวเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างรูปทรงกลม ในขณะ
ที่ส่วนล่างบริเวณพื้นที่ไต้ดินของทรงกระบอกจะเป็นส่วนเก็บน้ำ เพื่อเพิ่มน้ำหนัก
ให้ส่วนนี้ ให้แข็งแรงมั่นคงพอจะต้านพายุได้ครับ
บ้านไม่บานต้านพายุ (ลมและคลื่น) (2)
บ้านไม่บานต้านพายุ (ลมและคลื่น) (2)
บ้านไม่บานต้านพายุ (ลมและคลื่น) (2)
บ้านไม่บานต้านพายุ (ลมและคลื่น) (2)
          ในการออกแบบวางผังอาคารบ้านเรือนที่ต้านพายุ (ลมและคลื่น)นั้น ควรหลีกเหลี่ยง
การวางผังที่มีลักษณะเป็นรูปตัว L รูปตัว U เนื่องจากอาคารดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิด
ความเสียหายได้ง่าย ซึ่งรูปทรงเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยออกแบบให้มีสะพานเชื่อม
ระหว่างอาคาร ทำให้ความเสียหายเกิดที่สะพานเชื่อมดังกล่าวเป็นจุดแรก และง่ายต่อ
การซ่อมแซมในภายหลัง
          ส่วนระบบพื้นที่ถ่ายเทแรงด้านข้างได้ดีนั้น คือระบบพื้นที่เรียกว่า ไดอาแฟม 
(Diaphragm) เป็นพื้นคอนกรีตหล่อกับที่ที่รองรับด้วยคานคอนกรีต หรือคานเหล็ก
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวอาคาร
          ในด้านการออกแบบระบบภูมิทัศน์ นั้น จะต้องมีการการออกแบบพื้นที่ปลูก
ต้นไม้อย่างเหมาะสมที่สามารถดูดซับแรงปะทะของกระแสลมและคลื่น โดยอาจจะ
ออกแบบให้เป็นสันเนิน หรือ เขื่อน และมีการระบายน้ำออกอย่างสะดวกและรวดเร็ว 
ทั้งนี้ทั้งนั้นการวางผังภูมิทัศน์ ดังกล่าว ต้องมีรูปแบบที่ผสานกลมกลืนกับสภาพภูมิทัศน์
โดยรอบรวมทั้ง การปลูกต้นไม้และวางตำแหน่งเพื่อดูดซับรับแรงกระทำจากพายุ 
(ทั้งกระแสลมและคลื่น)
          แม้ความเสียหายจากภัยธรรมชาติจะผ่านไปแล้วสิ่งที่หลงเหลือ คือ ซากปรัก
หักพังและโศกนาฎกรรม คือบทเรียนสำหรับการเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานของการพัฒนา
รูปแบบบ้านต้านพายุ ที่มีราคาแพงที่สุดสำหรับมุมมองในด้านการออกแบบทาง
สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมนับได้ว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เป็นการต่อสู้ระหว่างการ
ล่มสลายกับการมีชีวิตรอดโดยมีความฝันที่จะฟื้นฟูบ้านฟื้นฟูเมือง ฝันถึงอาคาร
บ้านเรือนที่อยู่รอดปลอดภัยดี เมื่อเกิดอุบัติภัยทางธรรมชาติ เป็นการทำงาน
ภายใต้ความเพียรอันบริสุทธิ์ ดังปรากฎอยู่ใน "พระมหาชนก" อันเป็นพระราช
นิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อพระของคนรักบ้านทุก ๆ ท่านและ
ต้องกราบขอบพระคุณ ศาตราจารย์ มรว. ทอฝฃงใหญ่ ทองใหญ่ ที่ได้ให้
คำแนะนำและวิพากวิจารณ์ที่เป็นประโยชน์ หากท่านผู้อ่านสนใจรายละเอียด
 บ้านไม่บานต้านพายุ ก็สามารถติดต่อได้ที่ อ.เชี่ยว หรือ ผศ. ภัทรพล 
เวทยสุภรณ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร 
หน้าพระลาน กทม. 10200 หรือ มีข้อติชมประการไดก็สามารถติดต่อได้ครับ
ข้อมูลพื้นฐาน
พื้นที่ปลูกสร้าง กว้าง 10.00 เมตร ลึก 16.00 เมตร
พื้นที่ใช้สอยประมาณ 160 ตารางเมตร บ้าน 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ส่วนครัว
บ้าน 2 ชั้น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก

ภาพและข้อมูลจาก http://www.homeloverthai.com

18 พ.ย. 2556

Don't Thai to me มีที่มาอย่างไรนะ


ในช่วงนี้หนังสือพิมพ์ได้นำ  Don't Thai to me มาบอกกับประชาชนคนไทย
ให้รู้ว่าชาวบ้านนอกประเทสไทยเค้ารู้สึกกับเราอย่างไร ในแง่ของการบ้านการเมือง 
ก็ดีนะช่วยปลุกกระแสรักชาติขึ้นมาได้(บ้าง)




         จากประสบการณ์ของเราได้รู้จักคำนี้  Don't Thai to meมาก่อนหน้านี้แล้ว  
ถ้าจำไม่ผิดคำนี้ Don't Thai to me มีมานาน2-3 ปีได้แล้วมั้ง อย่างตอนเล่นเกม
เพื่อนต่างชาติใช้คำนี้ว่าคนที่ทำอะไรแปลกๆ ไม่เข้าเรื่อง เป็นการเปรียบเทียบเพราะมี 
คนไทยบางคนที่ชอบพิมพ์เป็นภาษาไทยทั้งที่คนอื่นเค้าพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษกันหรือ
พิมพ์เป็นภาษาคาราโอเกะคือพิมพ์คำด้วยภาษาอังกฤษแต่เป็นคำภาษาไทย เช่น 
Len eek mai? (เล่นอีกไหม?)ซึ่งคนชาติอื่นเขาอ่านไม่รู้เรื่องหรือชอบพิมพ์เสียง
หัวเราะด้วย 555 อะไรทำนองนี้ 
        ใน youtube ก็เคยเห็น ใช้หมายถึงคนที่ทำอะไรไม่ดูเพื่อนว่าเขาคุยเรื่องอะไรกันอยู่
นึกอยากจะโพสต์เรื่องอะไรก็โพสต์ (ตามใจฉันว่างั้นเหอะ) และเพื่อนๆที่ใช้ youtube 
คงจะสังเกตเห็นว่าคนไทยเราเก่งมากในการแสดงความคิดเห็นแทบจะทุกวิดิโอเลย
แต่ขอโทษ... บางคนแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาไทยค่ะ ผู้อ่านบางคนเขาทนไม่ไหว 
เขาจะบอกว่าให้ช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ด้วยจะได้รู้ว่าเขียนว่าอะไร นี่เจอคนที่สุภาพนะ 
แต่บางคนก็จะว่าแรงเลยว่า ถ้าพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ก็ไม่ควรมาพิมพ์ เราอ่านแล้ว
ก็รู้สึกอายเหมือนกันนะ ก็เรา....ก็เป็นคนไทยเหมือนกันนี่นา 

         เราลองค้นคำนี้ในกูเกิ้ลดู ไม่เห็นมีเลย แต่มีอยู่บทความนึงของ Richard Barrow 
ซึ่งเขาก็ลองค้นคำนี้ในกูเกิ้ลเหมือนกัน เขาก็บอกว่าไม่เห็นมีสำนวนนี้เลย  มีแต่ในข่าว
ในสื่อไทยแล้วก็ใน forum ที่คนไทยแสดงความเห็นกันเองเท่านั้น 
        ในความเห็นส่วนตัวของเรา เราว่าคงไม่เป็นกระแสในชาวบ้าน(นอกประเทศเรา)
ขนาดนั้นหรอก(คิดในทางที่ดีน่ะ) หรือมันเป็นข่าวเฉพาะในบ้านเราที่เราเอาคำนี้มาใช้ 
ให้มันเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง เอ๊ะ หรือเราสร้างกระแสให้ทะเลาะกับประเทศอื่น 
นอกเหนือจากที่เราทะเลาะกันเองแล้วเริ่มเบื่อๆๆๆๆ  น่ะ 

ภาพจาก นสพ.ไทยรัฐ

17 พ.ย. 2556

Never go to Thailand คลิปที่ฝรั่งทำให้ประเทศไทย

กำลังเป็นกระแสที่ฮือฮาในสังคมออนไลน์ในช่วงหลายวันมานี้เลยก็ว่าได้   
สำหรับคลิป "Never Go To Thailand"  ซึ่งแพร่ไกลไปทั่วโลก โดยชาว
ต่างชาติ เกี่ยวกับเรื่องราวของ"ประเทศไทย" 




แน่นอน หลายคน ฟังชื่อแล้ว อาจรู้สึกตกอกตกใจ ว่าเกิดอะไรอีก(ล่ะเนี่ย)
 เหตุอันใด สยามเมืองยิ้มของพวกเรา ถึงถูกฝรั่งตาน้ำข้าว โจมตีอีกแล้ว

อ๊ะ อ๊ะ!! อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย อ่านแค่ชื่อ แล้วก็มโนต่อว่าอะไรกันไปไกล ถ้าคุณยัง
ไม่ได้กดเข้าไปชมคลิปวิดีโอ ซึ่งมีความยาว 4.37 นาที นี่เสียก่อน...


 แท้จริงแล้ว  "Never Go To Thailand" เป็นคลิปวิดีโอ ที่ชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่ง 
จัดทำขึ้นเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย ฟรีๆ ไม่คิดตังค์ด้วย แถมยังทำได้
น่าชม กว่าหลายๆโฆษณาการท่องเที่ยวในไทยเองอีก


และที่คาดว่า มีการตั้งชื่อ  "Never Go To Thailand" ที่หลายคนอาจแปลไปได้ว่า
"อย่ามาเที่ยวเมืองไทยนะ"  หรือ  "ไม่มีทางไปเที่ยวเมืองไทย(เด็ดขาด)" 
ก็ไม่ได้มีความหมายหยุดอยู่แค่นั้น หากคุณไม่ได้คลิกเข้าไปชม เรื่องราวการนำเสนอ
ของพวกเขา ที่ถ่ายทอดแง่มุมงดงาม ของ "ไทยแลนด์ แดนสวรรค์"  ที่อุดมเพียบพร้อม
ไปด้วยธรรมชาติ วิถีชีวิต อาหารการกิน ประเพณี และวัฒนธรรมที่งดงาม อย่างน่าอัศจรรย์


มุมภาพต่างๆ ใน  "Never Go To Thailand"  เรียกว่า ทำออกมาได้อย่างสวยงาม 
แปลกตา ชวนติดตาม ตื่นเต้นจากเทคนิคการตัดต่อ พร้อมเพลงประกอบ ที่เร้าใจไปตลอด
 กว่า 4 นาทีนี้อย่างมาก และเห็นสภาพความเป็นจริงของคนไทย และเมืองไทย ทุกภาค
 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างแท้จริง ซึ่งภาพเหล่านี้ได้ปรากฎสู่สายตาคนทั่วโลก ในภาพ
ลักษณ์อันดีให้กับสยามประเทศของเรา  แบบเรียบง่าย แต่(โคตร)มีเสน่ห์ จนมีหลายคน
อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย ให้ได้เลยเสียจริงๆ

แม้แต่กระทั่งคนไทยเอง เมื่อได้รับชม ก็อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยว บ้านเกิดเมืองนอน
ของเรา ที่มีอีกหลายสถานที่ อีกหลายแง่มุมให้ค้นหาตั้งเยอะแยะ 


 "Never Go To Thailand"   ลงเครดิตท้ายเรื่อง ที่เขียนว่า กำกับโดย   
Brian Camusat  (ไบรอัน คอมมิวแซท)  ซึ่งน่าจะเป็น 1 ใน 2 หนุ่มหล่อชาวต่างชาติ
ที่ปรากฎอยู่ในคลิปนี้ล่ะ เราลองมาชคลิปดังกล่าวเลยดีกว่า



ข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th

8 พ.ย. 2556

20 พาสเวิร์ดยอดนิยม ที่ถูกแฮกข้อมูลได้ง่าย

วันนี้ประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานว่า สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 
Adobeผู้ผลิตโปรแกรมชั้นนำของโลกได้เปิดเผยรหัสผ่านที่ง่าย
เกินไปและคาดเดาได้ไม่ยาก ซึ่งหวั่นอาจจะทำให้เกิดการขโมยข้อมูลได้


โดยผลการสำรวจจากฐานลูกค้าของ Adobe พบว่ามีรหัสผ่าน 123456 ผู้ใช้งาน
มากถึง 1.9ล้านคน เนื่องจากเป็นรหัสที่สะดวกต่อการจำและง่าย แต่ทั้งนี้มันก็เป็น
รหัสที่ผู้เจาะข้อมูลใช้เจาะเป็นอันดับแรกด้วย 

20 รหัสที่คนใช้มากที่สุดและเอื้อให้เกิดการขโมยข้อมูลมากที่สุดดังต่อไปนี้

1) 123456
2) 123456789
3) password
4) adobe123
5) 12345678
6) qwerty
7) 1234567
8) 111111
9) photoshop
10) 123123
11) 1234567890
12) 000000
13) abc123
14) 1234
15) adobe1
16) macromedia
17) azerty
18) iloveyou
19) aaaaaa
20) 654321


ท่านเป็นหนึ่งคนที่ใช้พาสเวิร์ดอย่างนี้หรือเปล่าคะ?

17 ต.ค. 2556

การออกเสียง ed ท้ายคำ

เป็นการนำของเก่ามานำเสนอใหม่ คงไม่เบื่อไปเสียก่อนนะคะ คือมันเผ็นอะไร
ที่ผิดพลาดกันอยู่ตลอดในการออกเสียง ed  ท้ายคำ เขาเรียกว่ามันเป็นปัญหา
โลกแตกที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับน่ะ ว่ามันสำคัญมากนะ




เมื่อเราอ่านข้อความหรือประโยคแล้วพบ คำที่เติม
ed ท้ายคำ บางครั้ง เราก็คิดว่า คำนี้คงจะออกเสียงเป็นเสียง/d/มั้ง
แต่บางคนก็ออกเสียงเป็น /id/ หรือ /ed/ หมดทุกคำ
ทั้งที่ในความเป็นจริง เรามีวิีธีสังเกตง่ายๆอยู่ 3 ลักษณะดังนี้คือ

1.คำที่ลงท้ายด้วยเสียง (ขอเน้นว่า เสียงนะ ไม่ใช่ตัวอักษรที่เรามองเห็น)
/d/ และ /t/ เมื่อนำ ed มาเติมท้ายคำ ก็จะออกเสียงท้ายคำเป็นเสียง /id/หรือ/ed/ เช่น

want -wanted เสียงท้ายคำเป็นเสียง /t/ออกเสียง ed เป็น /tid/

need - needed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /d/ออกเสียง ed เป็น /did/

2.คำที่ลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง (Voiceless sound) ได้แก่ /p/, /f/, /ge/, /k/,
/s/, /ch/, /sh/, /x/ เมื่อนำ ed มาเติมท้ายคำ
ออกเสียงท้ายคำเป็นเสียง /t/ เช่น

stop-stopped เสียงท้ายคำเป็นเสียง /p/ ออกเสียง ed เป็น /t/

look - looked เสียงท้ายคำเป็นเสียง /k/ ออกเสียง ed เป็น /t/

miss - missed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /s/ ออกเสียง ed เป็น /st/

practice- practiced เสียงท้ายคำเป็นเสียง /s/ ออกเสียง ed เป็น /st/

watch -watched เสียงท้ายคำเป็นเสียง /ch/ ออกเสียง ed เป็น /-cht/

wish -wished เสียงท้ายคำเป็นเสียง /sh/ ออกเสียง ed เป็น /-sht/

box - boxed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /ks/ ออกเสียง ed เป็น /kst/

laugh -laughed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /f/ ออกเสียง ed เป็น /ft/

manage -managed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /ge/ ออกเสียง ed เป็น /-ge-t/

ยกเว้น เสียง /t/ ซึ่งเมื่อเติม ed ท้ายคำจะออกเสียงเป็น /id/

3.คำที่ลงท้ายด้วยเสียงสระ (vowels) และเสียงก้อง (Voice sound) ได้แ่ก่
/b/, /g/, /m/, /n/, etc. เมื่อนำ ed มาเติมท้ายคำ ออกเสียงท้ายคำ

เป็นเสียง /d/ เช่น

name-named เสียงท้ายคำเป็นเสียง /m/ ออกเสียง ed เป็น /d/

beg -begged เสียงท้ายคำเป็นเสียง/g/ออกเสียง ed เป็น /d/

use-used เสียงท้ายคำเป็นเสียง/z/ออกเสียง ed เป็น /d /

control-controlled เสียงท้ายคำเป็นเสียง/l/ออกเสียง ed เป็น /d/

try-tried เสียงท้ายคำเป็นเสียง/ai/ออกเสียง ed เป็น /d/เป็นต้น

ยกเว้น เสียง/d/ ซึ่งเมื่อเติม ed ท้ายคำจะออกเสียงเป็น /id/

หมายเหตุ ถ้าหากคำที่เติม ed เป็น adjective จะออกเสียงเป็น /id/ เช่น an eight-legged aninmal คำ legged ออกเสียง ed ท้ายคำ เป็น /id/ เช่นเดียวกับ wicked,naked,rugged,crooked เป็นต้น

เรามาฝึกการออกเสียง ed ท้ายคำ จากแบบฝึกกันนะคะข้างล่างนี้
แล้วอย่าลืมสังเกต เสียงที่อยู่ท้ายคำศัพท์ว่าลงท้ายด้วยเสียงอะไร


และเมื่อเติม ed แล้วออกเสียงเป็นเสียงอะไร ด้วยนะคะ

 ฝึกออกเสียง ed ท้ายคำ

ข้อมูลจาก(ของตัวเอง) https://sites.google.com/site/jissysite/a3/karxxkseiyngedthaykha